สาธิตวาไรตี้
แนะนำ"เว็บดังที่ชื่นชอบ" จากคอลัมน์มองโลกผ่านสื่อ นสพ.สารประชาธิปัตย์
"ประชาธิปไตย ไม่มีวันหยุด"
เรื่องราวความผูกพันธ์ระหว่าง ส.ส.สาธิต ปิตุเตชะ และเด็กชาย ที่ชื่อ "ประชาธิปไตย"
"พรรคประชาธิปไตย"
หลากหลายมุมมอง ถ่ายทอดผ่านเสียงเพลง จากส.ส.สาธิต ปิตุเตชะ จัดทำโดยคณะกรรมการภาคกลาง
ระยอง เริ่มปรากฎ ชื่อในพงศาวดาร เมื่อ ปี พ.ศ.2113 ในรัชสมัยของ สมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่ง กรุงศรีอยุธยา โดยมีประวัติดั้งเดิมตามข้อ สันนิษฐานว่าน่าจะก่อตั้งเมืองขึ้น เมื่อประมาณพ.ศ. 1500 ยุคที่ขอมมีอนุภาพเฟื่องฟูแถบดินแดน สุวรรณภูมิ นักโบราณคดีได้สันนิษฐานจาก หลักฐานที่พบ คือ ซากศิลาแลงคูค่าย ที่ยังหลงเหลือ อยู่ในเขต อำเภอ บ้านค่าย อันเป็นศิลปะการ ก่อสร้างแบบขอม โดยในสมัยโบราณระยอง มีชนพื้นเมือง คือชาวซองซึ่งเป็นเผ่าที่อาศัยอยู่กระจาย โดยทั่วไปใน ภาค ตะวันออก ... มีต่อ>>



"สาธิต" วอน "ทักษิณ" อย่าเอาเงื่อนไขอายัดทรัพย์ มายั่วยุให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม

Source - พรรคประชาธิปัตย์ (Th)
Sunday, June 17, 2007 17:00


วันนี้ (17 มิ.ย. 50) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวผ่านวีซีดีเมื่อวันศุกร์ (15 มิย.) ที่ผ่านมาว่า ตนไม่ต้องการให้นำเรื่องการถูกอายัดทรัพย์สินและการถูกตั้งข้อหาโดย คตส. มาเป็นเงื่อนไขในการสนับสนุนหรือยั่วยุให้เกิดการชุมนุมทางการเมือง
โดยนายสาธิต กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย และเป็นเพียงการอายัดทรัพย์เท่านั้น ยังไม่ใช่เป็นการยึดทรัพย์ และการอายัดทรัพย์นั้นก็เป็นอำนาจโดยชอบของ คตส. และ คตส. ก็ไม่มีอำนาจยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สำคัญที่สุด คตส. ก็ได้ให้โอกาสแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 60 วัน ซึ่งหาก พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวได้ ก็จะไม่มีศาลไหน และไม่มีใครมีอำนาจยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณได้
ทั้งนี้นายสาธิตยังเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิ์เต็มที่ในการชี้แจง และแก้ข้อกล่าวหาเพื่อชี้แจงที่มาของเงินไม่ว่าจะเป็นเงินที่มีอยู่ หรือเป็นเงินที่ถูกอายัดไว้นั้นว่ามีที่มาอย่างไร ดังนั้นจึงต้องการวิงวอน พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการยั่วยุ หรือเพิ่มอารมณ์ให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะนี้


............................................................



"สาธิต." เสนอ"รบ.และกกต." เปิดโอกาสให้กับพรรคการเมือง มีโอกาสจัดตั้งพรรคการเมือง



นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงประเด็นร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นสถานการณ์ความคิดเห็นที่แตกต่าง และเปราะบาง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงขอเสนอให้รัฐบาลและกกต. เปิดโอกาสให้กับพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใหม่ รวมทั้งพรรคไทยรักไทย ได้มีโอกาสจัดตั้งพรรคการเมือง แม้ว่าจะมีข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดบางประการในเรื่องการชำระบัญชีก็ตาม แต่ว่าเพื่อการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ตามแนวทางสมานฉันท์ และโดยข้อกฎหมายของพรรคการเมืองก็ไม่มีข้อห้ามในการที่จะใช้ชื่อพรรคเดิมหลังจากที่ถูกยุบแล้ว และจะเป็นการให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองได้มีเวที และโอกาสที่จะได้แสดงความสิทธิ์ ตามระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญที่สุดก็คือมันเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะทำให้ความคิดที่แตกต่างนั้นนำไปสู่ภาวะที่ปกติได้


............................................................


ปชป. เรียกร้องรัฐบาล ร่วมมือกับกกต.ประกาศให้การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติ



พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องรัฐบาล ร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อไม่ให้บรรยากาศทางการเมืองกลับไปสู่วังวนเดิม

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องรัฐบาลให้ความสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จตามกรอบ รวมทั้ง ร่วมมือกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รณรงค์ให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งหน้า เป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะการณรงค์ผ่านสื่อให้ประชาชนเข้าใจความเสียหาย และผลพวงจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อประเทศและประชาชน โดยร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศเป็นวาระแห่งชาติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้ง

นายสาธิต กล่าวด้วยว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาย้ำนั้น เนื่องจากหากการเลือกตั้งครั้งหน้า ยังมีปัญหาเกิดขึ้นเช่นในอดีต ก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะบรรยากาศทางการเมือง ยังกลับไปสู่วังวนเดิมเช่นที่ผ่านมา.


............................................................


"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" (ถ้าปชป.ถูกยุบ)...ผมอาจจะไม่กลับมา

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)
Monday, May 28, 2007 09:31




สัมภาษณ์พิเศษ
โดย สรวิศ ชุมศรี และณิชาภัทร ทองนาค
"...อาจจะไม่กลับมาก็ได้ ทำไมจะต้องกลับมา อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่สังคม...ผมไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักการเมืองจนเกษียณ ถึงจุดหนึ่งก็อิ่มตัว อยู่ต่อไปมูลค่าเพิ่มก็ไม่เท่าไร และก็มีคนใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา..."
ในวันที่ 30 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำตัดสินในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์
หากทั้งสองพรรคผ่านพ้นคดีนี้ไปได้ ก็จะต้องไปต่อสู้กันอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะเกิดในปลายปีนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างกันอยู่ผ่านการออกเสียงประชามติ
และหากพ้นคดีไปได้ ฝากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยังมี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำทัพอยู่
ในวันนี้ "มติชน" จึงมาสนทนากับเขาก่อนจะถึงวันตัดสินคดียุบพรรค ในเรื่องสถานการณ์การเมือง ความมุ่งหวังที่จะไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และอนาคตทางการเมือง

+ มองภาพสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้อย่างไร?


ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดช่วงหนึ่ง สำหรับสังคมไทยกับเรื่องประชาธิปไตย เกือบทุกส่วนของสังคม ไม่แปลกแยกก็สับสน ปัญหาคือเราจะผ่านจุดนี้ไปได้อย่างไร สิ่งที่ล้มเหลวมากที่สุดในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาคือ ไม่ได้ทำอะไรให้สังคมเห็นว่าประชาธิปไตยที่ดีควรเป็นอย่างไร จะเกิดขึ้นได้อย่างไร มีแต่ความรู้สึกว่าไปต่อสู้กับตัวคุณทักษิณหรือสิ่งที่คุณทักษิณทำ เหมือนขุดคุ้ยตอบโต้
เมื่อถามกันว่า เมื่อมีเลือกตั้งเดือนธันวาคมแล้ว มันจะดีกว่ากี่สิบปีที่ผ่านมา ที่เลือกตั้งแล้ว สุดท้ายก็กลับมาสู่ปัญหา ยังไม่เห็นมีการจัดการอะไร ขณะเดียวกันคนก็มองไม่ออกว่าถ้าไม่เลือกตั้งจะทำอย่างไร เพราะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งบริหารประเทศนานไม่ได้ ทั้งเรื่องผลงาน การตอบสนองประชาชน การยอมรับของโลก
ขณะนี้หนทางเดียวที่ทำได้คือ ทำอย่างไรถึงจะฝ่าจุดนี้ไปก่อนได้ มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยพอที่จะเลือกตั้ง ไม่พาบ้านเมืองถอยหลังกลับไปเหมือน 20 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นคงต้องมาสู้กันอีกยกว่านักการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้ามีอะไรที่มันดีขึ้นไหม ถ้าบอกว่าช่วงนี้ที่ยังไม่มีประชาธิปไตย ใครคิดว่าจะจัดวางรากฐานกันใหม่ ผมมองว่ามันไม่ได้ทำแล้ว มันเสียโอกาสไปแล้ว นี่คือปัญหา

+ หากสภาพการเมืองเป็นอย่างนี้ และด้วยสภาพของรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมา การเมืองไทยในอีก 3-4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?


ยังมีบางเรื่องถอยขัดกับหลักประชาธิปไตย เช่น มาตรา 68 วรรคสอง ส.ว.มีอำนาจถอดถอนแต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง บทเฉพาะกาลบางเรื่อง ถ้าประเด็นพวกนี้ยังอยู่ จะทำให้การเลือกตั้งไม่ได้ผ่อนคลายวิกฤต แต่เหมือนเราสร้างวิกฤตเพื่อรอให้มันทวีความรุนแรงขึ้นในวันข้างหน้า
ฉะนั้น ก่อนจะถึง 3-4 ปีข้างหน้าจะต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้เสียก่อน ถ้ารัฐธรรมนูญไม่มีพื้นฐานหรือมาตรฐานขั้นต่ำของความเป็นประชาธิปไตย มันจะมีเหตุวุ่นวายไม่ก่อนก็หลังเลือกตั้ง สมมุติว่าผ่านจุดนี้ไปแล้ว ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนมองว่าไม่ก้าวหน้าหรืออาจจะถอยหลัง ก็เหมือนกับว่าจะเริ่มคลำทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องดูว่าจะซ้ำรอยกับ รสช. ปี 2534 ไหม ขณะนั้นก็พูดกันว่าให้รับรัฐธรรมนูญไปก่อน อย่าต่อต้านกันมาก เพื่อกลับไปเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญไม่ดี ก็เกิดพฤษภาทมิฬ และมีการแก้รัฐธรรมนูญในระดับที่พอไปได้

+ ในสถานการณ์อย่างนี้ยังมั่นใจอยู่หรือไม่ ในการเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี?


จะได้เป็นหรือเปล่าต้องผ่านคดียุบพรรคก่อน แต่ผมมั่นใจ เพราะมีสถาบันพรรคและความเป็นนักการเมืองมืออาชีพ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ
ที่ผ่านมาเราได้บทเรียน 2 ช่วง คือ ช่วงรัฐบาลทักษิณ เราได้นักธุรกิจซึ่งมองการบริหารบ้านเมืองไม่ครบถ้วน ไม่ทะลุ มองเหมือนเรื่องกำไรขาดทุน สุดท้ายมันไปไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าที่ทำไม่ดีหมด แม้บางเรื่องที่ดีแต่พอมองทุกอย่างเป็นเรื่องกำไรขาดทุน อำนาจ เงิน มันไปไม่ได้ เพราะขาดการซึมซับการเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในระบบพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา
ส่วนช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ประชาชนยอมรับความดีความตั้งใจ มีประสบการณ์ในการบริหาร เพราะมาจากข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พบว่าการบริหารบ้านเมืองกับราชการไม่เหมือนกัน หลายเรื่องที่รัฐบาลจะทำ ประชาชนขาดความรู้สึกผูกพัน
มันหมุนกลับมาว่า ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาใช้นักการเมืองมืออาชีพทั้งนั้น จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ชัดว่า เรายึดหลักประชาธิปไตยและความซื่อสัตย์ มีประสบการณ์ในการวางตำแหน่งของประเทศ จุดยืนเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ที่ไม่สุดโต่ง ไม่ไหลไปตามกระแส

+ มั่นใจในการเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทำไมหลายคนที่มองเข้ามาไม่เชื่อมั่น?


ในช่วงที่ผมอยู่กับการเมือง 15 ปี เวลาจะมีการเปลี่ยนแปลงนายกฯ คนเชื่อมั่นแค่ไหนหรือเชื่อว่าเป็นได้ มี พล.อ.สุจินดา (พล.อ.สุจินดา คราประยูร) กับ พล.อ.สุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี) เพียง 2 คน ที่ก่อนเป็นนายกฯ คนบอกว่าเป็นได้
พล.อ.สุจินดา คนเก็งตั้งแต่เป็น รสช.ว่ามีบารมี ถ้าอยู่ในตำแหน่งนานจะยุ่ง ส่วนคุณชวน (นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) คนไม่แน่ใจว่าจะได้เป็น จนมีเลือกตั้งคนก็แปลกใจ คุณบรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) พล.อ.ชวลิต และคุณทักษิณ คนก็ไม่มั่นใจ มันมีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ เป็นเรื่องปกติ
หลังจากคุณชวนเป็นนายกฯครั้งแรก คนก็ไม่เชื่อว่าจะได้กลับมาเป็นนายกฯอีก ถึงวันนี้ยังมีคนพูดเลยว่าอาจจะต้องเป็นครั้งที่ 3 เพราะสภาพความคิดของคนจะเคลื่อนอยู่ตลอดเวลาตามสถานการณ์ 6-7 เดือนที่ผ่านมา คุณทักษิณจะกลับหรือไม่กลับมาก็เปลี่ยนแล้ว บางคนบอกปฏิวัติก็จบแล้ว แต่บางคนก็บอกว่าสงสัยจะมารอบ 2 อีกอย่างผมเสียเปรียบเรื่องอายุ ที่ผ่านมาผู้นำเราจะอายุมาก

+ 2 ปีที่แล้ว หลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเคยบอกว่า จะต้องหาคนสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ 14 ล้านเสียง วันนี้ทำได้ถึงไหนแล้ว?


ตอนนี้ประเมินยาก เพราะสถานการณ์เปลี่ยน โดยสภาพการเมืองอย่างนี้ คาดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลผสม
@ ถ้าเป็นรัฐบาลผสม พรรคการเมืองที่มีอยู่จะเป็นอย่างไร
ขึ้นอยู่ผลของคดียุบพรรคพอสมควร แต่เชื่อว่าประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคใหญ่ คนที่ยังอยู่กับสัญลักษณ์ของพรรคไทยรักไทยก็ยังมีความสำคัญ กลุ่มคุณสมศักดิ์ (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา) น่าจะมีกลุ่ม ส.ส.เก่ามากที่สุด ส่วนพรรคชาติไทยคงจะเติบโตขึ้น เพราะจะได้อดีต ส.ส.ที่แตกออกมาจากพรรคอื่น และจากการทำงานของพรรคตัวเองด้วย อย่างน้อยก็ 4 พรรคที่ต้องแข่งขันกัน

+ หลังการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ยังจะเป็นพันธมิตรกับพรรคชาติไทยอยู่หรือไม่?


ยังไม่มีการพูดถึงพันธมิตร แต่ผมพูดอย่างเดียวว่า ถ้าจะให้ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีคุณทักษิณอยู่ ผมทำไม่ได้

+ ถ้าเป็นพรรคที่มีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อยู่


ยังไม่รู้ว่าท่าทีเขาเป็นอย่างไร คุณสมคิดกับคุณสมศักดิ์ก็กลุ่มเดียวกัน ต้องดูแนวทางของเขา คนของเขาคือใคร

+ แล้วหากหลังเลือกตั้งต้องไปร่วมรัฐบาลกับกลุ่มการเมืองที่มีคนที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยกล่าวหาอภิปราย เคยต่อว่า จะทำได้หรือไม่?


เราต้องถามว่ามีนักการเมืองที่ไม่เก่าสักกี่คน หากจะมา ทิศทางเขาต้องชัด เช่น เวลาคนมาเข้าพรรค ผมก็บอกว่า คนที่เราเคยกล่าวหาเขาก็ยากที่จะรับเข้ามา ถ้ามีรัฐบาลผสมต้องตกลงตามทิศทางของนโยบายที่เราวางไว้กับประชาชน

+ ธงของการมาเป็นนักการเมือง คือต้องไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี?


บุคคลคนหนึ่งให้เก่งกาจสามารถแค่ไหน อายุการใช้งานก็จำกัด อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ระบบของสหรัฐ เขาก็จำกัด 8 ปี ดูอย่างอังกฤษขนาดนายกฯที่เรียกว่ามีอิทธิพลทางความคิดมากอย่างแทตเชอร์ แบลร์ พอปีท้ายๆ เหมือนคนหมดสภาพ คือมันหมดอายุการใช้งานไปจากสังคม
ธงของผมในการทำงานการเมือง ผมมีสังคมมีประเทศในอุดมคติที่ผมอยากเห็น เป็นประชาธิปไตย คนไทยมีความสุข มีสวัสดิการ เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาส ความสามารถ ช่วยผลักดันอย่างเต็มที่ แล้วก็จบกันไป ส่งต่อให้คนอื่นที่จะขึ้นมาทำ เราก็เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง
ถ้าสังคมให้โอกาสเรา เราก็เป็นรัฐบาล ถ้าไม่ให้โอกาสเรา เราก็เป็นฝ่ายค้าน ผมไม่เคยมองว่าโลกหรือประเทศจะหยุดอยู่ที่ตัวเรา หรือรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ ผมถึงบอกว่า เราต้องประเมินตลอดว่า สังคมต้องการอะไร ผมก็มีความเห็นของผมว่าอยากเห็นสังคมเป็นอย่างไร คนประเภทไหนเหมาะสมที่จะเข้าไปบริหารบ้านเมือง แต่สังคมส่วนใหญ่อาจจะไม่เห็นเหมือนผมก็ได้ เราก็ต้องยอมรับเท่านั้นเอง แต่ระหว่างที่เรายังอยู่เราก็ต่อสู้ในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด เราก็ดันของเราเต็มที่

+ แต่สังคมไทย นักการเมืองไม่ยอมเกษียณตัวเองสักที หลายคนก็อายุมากแล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่

มันก็อาจเสพติดในธรรมชาติของนักการเมือง ซึ่งไม่จำเป็นว่าไม่ดีเสมอไป ยิ่งสังคมเปลี่ยนไปเป็นยุคสมัยที่ต้องการความรวดเร็วมากขึ้น มีกระแสข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น อายุการใช้งานของคนมันลดลงในแต่ละงาน

+ แล้วหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไปถึงตรงนั้น จะเสพติดหรือหลงอำนาจหรือไหม


อยู่ที่เราจะชนะใจตัวเองไหม ทุกคนก็ต้องคอยเตือนตัวเอง ผมทำงานการเมืองมา 15 ปี เคยดำรงตำแหน่งมากหลายอย่าง วิธีการใช้ชีวิตผมก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม

+ ที่บอกว่ามีอายุการใช้งาน สมมุติถ้าว่าเป็นนายกฯ วันหนึ่งคนเบื่อก็พร้อมลาออกเองไม่ต้องมีใครมาไล่?

ก็อยากเป็นอย่างนั้น ผมว่าถ้าผมอยู่ตรงนั้นก็อยากจะลงอย่างสวยงามมากกว่าโดนสาปแช่งขับไล่ เพราะผมเชื่อว่าตัวบุคคลไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ถ้าระบบพรรคแข็ง อยากจะส่งไม้ต่อก็ว่ากันไปตามความคิดนโยบายที่ต่อเนื่อง

+ อยากลงจากตำแหน่งอย่างสวยงาม เพราะอยากให้คนไทยจดจำในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีคนหนึ่ง

หลายคนก็คิดอย่างนั้น แต่หลายคนก็มองไม่เห็น หลายคนที่อยู่ในแวดวงของอำนาจ อยู่กับคนแวดล้อมที่พูดแต่ด้านดีก็ไม่รู้ว่าข้างนอกเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว พอคนมาเตือน กลับมองว่าเป็นศัตรูทางการเมือง มีผลประโยชน์ที่จะมาโค่นล้มกัน เลยเข้าไปสู่กรอบความคิดว่าทำสงครามการเมือง สู้ๆๆ พอยิ่งสู้ๆๆ ก็แพ้ไม่ได้

+ ถ้าวันที่ 30 พฤษภาคม พรรคถูกยุบ และถูกให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี หรืออาจจะเป็น 2 สมัยคือ 8 ปี จะไปทำอะไร?

ถ้าถูกตัดสินทางการเมืองด้วยก็ไปทำอย่างอื่น แต่ยังไม่ได้วางแผน ไม่ได้มีปัญหาอะไร คนอย่างผมไม่ได้ไม่มีทางไป
อาจจะไม่กลับมาก็ได้ ทำไมจะต้องกลับมา อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่สังคม
อาชีพนี้เป็นอาชีพที่เรากับสังคมต้องเข้ากัน สังคมต้องการเรา เราก็รับใช้สังคมได้ ถ้าสังคมไม่ต้องการเรา ทำให้ตายอย่างไร ก็ไม่รู้จะทำอะไร เราเป็นเพียงตัวเลือก เป็นอาสาสมัครคนหนึ่ง
"ผมไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักการเมืองจนเกษียณ ยุคนี้คนทำงานด้านใดด้านหนึ่งไปถึงจุดหนึ่งก็อิ่มตัว อยู่ต่อไปมูลค่าเพิ่มก็ไม่เท่าไร และก็มีคนใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ผมยังไม่ได้คิดว่าจะไปทำอะไร และถามว่าอีก 5 ปี จะกลับมาไหม ก็ยังตอบยาก ต้องดูว่าสังคมคิดอย่างไร ศาลตัดสินบนพื้นฐานอะไร ให้เหตุผลอะไร"
หน้า 11--จบ--

ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon



............................................................



ความฝันของ"อภิสิทธิ์" "ผมอยากเข้าไปทำ 7 เรื่อง"

Source - เว็บไซต์มติชน (Th)
Monday, May 28, 2007 09:33

1.คุณภาพคน เราต้องให้คนของเราฉลาดแข็งแรง
2.ต้องรู้จักอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาความแตกแยก เป็นเรื่องความมั่นคง การปรับวิธีคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพความหลากหลาย
3.คนต้องมีโอกาสในการที่จะมีงานทำ มีรายได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะไปเนรมิตให้ แต่รัฐบาลต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ถามว่าต้องทำอะไร ตอนนี้โครงสร้างพื้นฐานของเรา ไม่ว่าจะเป็นระบบราง ถนน การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต
4.เศรษฐกิจประสิทธิภาพ ไม่ใช่หวังว่าแรงงานเราถูกกว่าคนอื่น กดขี่เอาเปรียบคนของเรากันเอง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ขายทรัพยากรธรรมชาติกันจนไม่นึกถึงลูกหลาน ก็มาปรับประสิทธิภาพทุกภาค
5.เนื่องจากเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขัน เราต้องให้หลักประกันกับสวัสดิการกับคนของเรา ในเรื่องการรักษาพยาบาล การศึกษา คนชรามีเบี้ยเลี้ยง เบี้ยยังชีพ หรือบำเหน็จบำนาญ ทำเป็นระบบสักที ผมอยากทำระบบสวัสดิการ และไม่ต้องการให้คนมาคิดว่าที่ได้รักษาฟรีเรียนฟรีเพราะนายกฯคนนี้ รัฐบาลนั้น ไม่ใช่ ผมอยากเห็นว่าเป็นคนไทยเกิดมาก็ได้สิทธิตรงนี้ ไม่ต้องสนใจว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกฯ
6.สิ่งแวดล้อม จัดการเรื่องน้ำ ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหามาก ภาคกลางกลายเป็นภาคซึ่งฝนแล้งสลับกับน้ำท่วมทันที
7.ระบบธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นปัญหาทั้งเรื่องคอร์รัปชั่น สังคมเสื่อม เกี่ยวพันไปถึงเรื่องสิทธิ ข้อมูลข่าวสาร สื่อสาธารณะ


ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon


สถานีโทรทัศน์
ช่อง 3 l ช่อง 5 l ช่อง 7 l Modern 9 TV l ทีวีไทย l Nation Channel l ASTV l PTV
หนังสือพิมพ์
The Nation l คมชัดลึก l มติชน l ไทยรัฐ l เดลินิวส์ l ข่าวสด l ไทยโพสต์ l แนวหน้า l กรุงเทพธุรกิจ l สยามรัฐ l บ้านเมือง l ฐานเศรษฐกิจ l บางกอกโพสต์ l โพสต์ทูเดย์ l ประชาชาติธุรกิจ
หน่วยงานราชการ
- ตำรวจท่องเที่ยว
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- Internet Police
- ตำรวจทางหลวง
- กระทรวงการคลัง
- กระทรวงการต่างประเทศ
- กระทรวงคมนาคม
- กระทรวงพาณิชย์
- กระทรวงยุติธรรม
 
 
 
Copyright © 2003 Satit Pitu-techa Office. All Rights Reserved
Contact Us : kanyanat.ks@hotmail.com