รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ สาธิต ปิตุเตชะ' ไม่เห็นด้วยกับนโยบายแบ่งโซนสี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะจะเป็นการสร้างความแตกแยกในพื้นที่ แนะ นายกฯ ต้องจับตัวคนผิดให้ได้ และต้องซื้อใจแนวร่วมให้กลับมาเป็นคนของรัฐ และต้องรับผิดชอบถ้าหากนโยบายนี้ไม่ประสบความสำเร็จ 
นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายการแบ่งโซนสี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ถ้านายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยไม่ฟังเสียงคัดต้านจากหลายๆฝ่าย ก็ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่นายกรัฐมนตรีจะทำได้อยู่แล้ว แต่หากนายกฯ ทักษิณ ทำไม่สำเร็จ ภายใต้กรอบระยะเวลา ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เพราะระยะเวลาในการทดลอง ในการเปลี่ยนแต่ละนโยบาย มีชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องเสียชีวิตและต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างในการจัดการปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการแบ่ง ภายใต้ข้อมูลที่ผิดพลาดมาตลอด และถ้าถามประชาชนในพื้นที่ก็ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะจะเป็นการสร้างความแตกแยกในพื้นที่ ที่มีปัญหาอยู่แล้ว อีกทั้งปัญหาภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาที่จะกำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จได้ แต่เป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน สิ่งที่นายกฯ ต้องทำก็คือ 1. จับตัวผู้กระทำความผิดในแต่ละเหตุการณ์ให้ได้ เมื่อได้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว จึงกำหนดกรอบระยะเวลาในการแก้ปัญหา และ 2. ถ้ารู้ว่าพื้นที่ไหนมีแนวร่วม ต้องซื้อใจของแนวร่วมให้กลับมาเป็นคนของรัฐให้ได้ โดยการให้สิ่งตอบแทน หรือให้งบประมาณตามที่นายกฯ บอกก็ทำได้ นั่นคือมาตรการที่จะแยกคนดีออกจากโจรก่อการร้าย ส่วนโจรก่อการร้ายที่กระทำความผิดต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาด และใช้กระบวนยุติธรรมในการลงโทษให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะตัดปัญหาต้นเหตุ ออกไป และถ้าจำเป็นที่จะต้องประกาศโซนจริงๆ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การประกาศควรเป็นความลับของทางราชการ ให้รู้เฉพาะภายในคนทำงานเท่านั้น
นายกฯ ทักษิณ อย่าคิดว่าการแก้ปัญหาภาคใต้เหมือนการวางแผนเลือกตั้ง ที่จะแบ่งโซนและแบ่งสี ในการเลือกตั้ง การแบ่งโซน แบ่งสี อาจจะประสบความสำเร็จได้ เพราะใช้ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจเงิน และอำนาจอิทธิพล ใช้บังคับและกดดดันให้ประชาชนเลือกพรรคไทยรักไทย แต่การแบ่งโซน แบ่งสีในการแก้ปัญหาภาคใต้มีระยะเวลาของประเทศ และมีชีวิตของคนบริสุทธิ์เป็นเดิมพัน รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจจะกระทบถึงปัญหาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามเอาแนวคิดจากการเลือกตั้งมาใช้กับการแก้ปัญหาภาคใต้ แต่ถ้านายกฯยืนยันจะทำอย่างนั้น ก็ต้องกำหนดระยะเวลา และต้องรับผิดชอบถ้าหากนโยบายนี้ไม่ประสบความสำเร็จ' รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม 2548
ปชป.ฟ้องแหลกผวาชาวบ้านสับสน
นายสาธิต ปิตุเตชะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต1 จ.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์
ให้สัมภาษณ์ว่าหลังจากที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยรักไทยไปหาเสียงว่า
ถ้าเลือกผู้สมัครส.ส.จากฝ่ายค้านเข้าไปเป็น ส.ส.จะไม่ได้งบประมาณมาลงในพื้นที่
จึงต้องเลือกผู้สมัครจากรัฐบาลเข้าไปเป็น ส.ส. ถึงจะได้งบประมาณลงมาพัฒนาพื้นที่นั้น
ได้
สร้างความสับสนให้แก่ประชาชนเป้นอย่างมาก อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด
ความจริงแล้วเลือกผู้สมัครส.ส.จากพรรคการเมืองไหนเ้ข้าไปเป็นส.ส.ทุกคนก็มีหน้าที่
เข้าไปตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพงบประมาณจะได้ลงถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศโดยไม่รั่วไหล
และส.ส.ยังมีหน้าที่ตาม
กฏหมายให้ไปใช้ในโครงการต่างๆตามความเหมาะสมอย่างเท่าเทียมกัน
นายสาธิตกล่าวอีกว่า การหาเสียงในพื้นที่เขต1. จ.ระยองนั้นขณะนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น
ผู้สมัครส.ส.จากพรรคคู่แข่งคนหนึ่งได้ใช้ข้าราชการเป็นหัวคะแนนให้
โดยเฉพาะให้รองผุ้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเดินหาเสียงให้ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม
และข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลางจึงขอให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)
เข้าไปตรวจสอบด้วย นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมนำเงินไปให้ผู้นำท้องถิ่นตำบลละ
2ล้านบาท เพื่อจัดการหาคะแนนให้ได้ ตำบลละ 4,000คะแนน นอกจากนี้
ยังพบ
ปัญหาในพื้นที่เขตการเลือกตั้งที่2 ที่พรรคส่งนายบัญญัติ เจตนจันทร์
ลงสมัครทราบว่า กรรมการการเลือกตั้งคนหนึ่งในเขตนี้เป็นลูกน้องเก่าของผู้สมัครส.ส.จากพรรคการเมืองหนึ่งโดยกกต.เขตคนนี้เดินตามรับใช้ผู้สมัครส.ส.คนดังกล่าว
ทำตัวเหมือนองค์รักษ์ ถ้า กกต.กลางยังปล่อยไว้ การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่
6 ก.พ.นี้ไม่ดปร่งใสอย่างแน่นอน
นายสาธิตกล่าวในตอนท้ายอีกว่าส่วนปัญหาการเลือกตั้งในเขต 3 ซึ่งพรรคส่งนายมานพ
เสถียรเขตต์ ลงสมัครส.ส.นั้น ได้มีการจัดงานเลี้ยงตามหมู่บ้านเกิดขึ้น
บ่อยมาก ล่าสุดทราบว่าการจัดงานลักษณะดังกล่าวได้แจกเงินให้กับประชาชนที่มางานเลี้ยงด้วย
เพื่อให้เลือกผู้สมัครพรรคการเมืองหนึางเป็น ส.ส. ส่วนปัญหาการ
เลือกตั้งเขต 4 ที่พรรคส่ง พ.ต.อ.ดิเรก ศิลา ลงสมัครส.ส.นั้น
พบว่ามีผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันออกมาบี้หัวคะแนนของ พ.ต.อ.ดิเรก
ทั้งปลอบและขู่ให้ผู้ช่วยผู้สมัคร
ส.ส.พรรคไทยรักไทย พฤติกรรมดังกล่าวดูเหมือนต้องการสร้างเครดิตให้ตัวเองในการต่อรองในพรรคไทยรักไทย.
นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม 2547
"สาธิต ปิตุเตชะ" เราจะสร้างคนคุณภาพ ตอบแทนประชาชนและแผ่นดิน
วันนี้ "เชิญมาคุย" มีโอกาสจับเข่าคุยกับนักการเมืองหนุ่มไฟแรงแห่งเมืองระยองฮิ
นั่นคือ สาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ คู่กัดตลอดการลกับพรรคไทยรักไทย
ซึ่งเมื่อเอ่ยชื่อเมื่อใดคนบ้านค่ายร้องอ๋อทันที เพราะคน ๆ นี้ไม่ธรรมดาทั้งแนวคิดและการทำงานทางการเมืองที่สามารถผลักดันให้เครือญาติและพวกพ้องแจ้งเกิดจากสนามท้องถิ่นและสนามระดับชาติตัวอย่างมีให้เห็นเช่น
พี่ชายอย่าง ส.ส.ช้าง หรือ นายปิยะ ปิตุเตชะ ส.ส. เขต 3 พรรคชาติไทย ที่เที่ยวนี้หลีกทางให้
นายธารา ปิตุเตชะ ลงสมัคร ส.ส. เขต 3 ในสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังมีญาตินักการเมืองชื่อดังในท้องถิ่น
นายสุรชัย ปิตุเตชะ อดีตสมาชิกสภาจังหวัดระยอง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 พรรคชาติไทย
และยังมีน้องชายคนสุดท้องชื่อ นายเศรษฐา ปิตุเตชะ ปัจจุบันเป็น ส.อบจ.เขต อ.บ้านค่าย
ปัจจุบัน สาธิต นับว่าเป็นผู้ที่มีบทบาททางการเมืองในพรรค ปชป. มีตำแหน่งเป็นรองโฆษกพรรคและเลขาคณะกรรมาธิการยุติธรรม
สิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
นายสาธิต เปิดอกเล่าให้เราฟังว่า "พื้นเพดั้งเดิมผมเป็นคนบ้านค่าย จ.ระยอง
เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ นายสาคร ปิตุเตชะ อดีตกำนัน ต.บางบุตร ผู้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดระยอง
หลังจาก ส.ส.ช้าง พี่ชายเข้ามามีบทบาททางการเมืองระดับชาติ เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
ผมซึ่งเป็นน้องชายที่เพิ่งจบกฎหมายก็ออกมาตั้งสำนักงานทนายความอยู่ในตัวเมืองระยอง
ช่วงนั้นย้ายมาสร้างบ้านพักอยู่ใน
เขตเทศบาลนครระยอง ได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด จึงตัดสินใจลงเล่นการเมืองครั้งแรก
ลงสมัครสมาชิกสภาจังหวัด ( ส.จ. ) เขต อ.เมืองระยอง ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนซึ่งถ้าหากลงสมัคร
ส.จ. เขต อ.บ้านค่าย ก็คงได้รับเลือกตั้งแน่นอน แต่เพื่อเป็นการพิจสูจน์ตัวเองให้แระชาชนยอมรับ
ถ้าจะเลือกสาธิตไม่ใช่เพราะมีพี่ชายเป็น ส.ส. แต่ครั้งแรกสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ย่อท้อออกหาเสียงมาตลอด
เมื่อคราวเลือกตั้งซ่อมก็สอบผ่านเป็น ส.จ. เขต อ.เมือง ได้อย่างภาคภูมิใจ ต่อมาในปี
2544 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส. ) จึงได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 พรรค
ปชป.โดยจะต้องวัดศรัทธากับ นายยงยศ อรุณเวสสะเศรษฐ อดีต ส.ส. 3 สมัยแชมป์เก่า ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งผมสามารถเอาชนะอดีตส.ส.รุ่นลายครามด้วยคะแนนกว่า10,000คะแนนแบบพลิกความคาดหมายเลยทีเดียวทำให้ตนเองรู้สึกเป็นหนี้ประชาชนที่เลือกเข้ามาโดยที่ไม่มีต้นทุนในทางหาเสียงมากนักคิดอยู่ในใจเสมอว่าต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่ในฐานะเป็นผู้แทน
ให้สมศักดิ์ศรีผู้แทน จ.ระยอง ไม่ใช่ถูกมองว่า ส.ส. ถึงเวลาก็ยกมือ หลังเข้าไปทำหน้าที่ในสภาในฐานะฝ่ายค้าน
ตรวจสอบภาครัฐ นำเสนอปัญหาเรื่องความเดือดร้อนของเกษตรกรและอีกหลายโครงการ เพื่อให้ภาครัฐ
ลดต้นทุนแก่เกษตรกร หัวใจของเกษตรกรคือ ต้องมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบรูณ์ ปุ๋ย ฯลฯ จนกระทั่งรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ
49 ล้านบาท วางท่อสูบน้ำในพื้นที่ ต.นาตาขวัญ อ.เมืองระยอง เรียกได้ว่าสำเร็จตามเป้าหมาย"
"สำหรับแนวทางการหาเสียงศึกเลือกตั้งครั้งนี้จะสร้างนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีคุณภาพและต้องเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง
สิ่งสำคัญประชาชนต้องยอมรับในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อจะให้เป็นผู้แทนที่เป็นที่พึ่ง
ของประชาชนอย่างแท้จริง และต้องไม่คำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ ให้ประชาชนคาดหวังได้ทุกสถานะ
เช่นการเป็น ส.ส. ฝ่ายค้านคือการทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล ตรงไหนมีข้อบกพร่อง
ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น สะท้อนปัญหาในพื้นที่ ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างจริงจัง จะทำให้ประชาชนได้เข้าใจว่า
การเป็นส.ส.มีหน้าที่อย่างไร ถึงเวลาเลือกตั้งจะได้เข้าใจว่าการเลือกผู้แทนที่มีคุณภาพ
ต้องเป็น
ที่พึ่งของประชาชนได้และตนเองจะขอเป็นกลไกในการปฏิรูปการเมืองให้ประสบความสำเร็จ
มีหลักแนวคิดที่ถูกต้อง อย่างน้อยจะเป็นบันไดก้าวแรกของนัการเมืองรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสู่ถนนการเมือง"
นายสาธิตกล่าวด้วยสีหน้ามาดมั่น |